คนโง่เป็นของคนฉลาด คือซื่อแล้วโง่
     นการครั้งหนึีงหลายร้อยปีผ่านมาแล้ว มีเต่าและงูอาศัยอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำสายหนึ่ง
       ทั้งเต่าและงูต่างก็เป็นศัตรูคู่แค้นกันเนื่องจากต่างก็แย่งกันเป็นใหญ่ ต้องการเป็นพระราชา
ฝูงเต่าพยายามอยู่เสมอที่จะฉกเต่าให้ตายเพื่อ เพื่อพวกตนจะได้เป็นใหญ่ แต่เต่าก็รีบหดหัว หดขาเข้ากระดองไปทุกครั้ง งูจึงได้แต่ฉกกัดกระดองที่แข็งซึ่งไม่ได้สร้างความเจ็บปวดอะไรให้แก่เต่าเลย เต่าจึงหัวเราะเสียงดัง ฮ่า ๆๆ แล้วกล่าวว่า
      "เห็นไหมไม่มีใครทำอันตรายข้าได้ ข้าเป็นราชาแห่งลุ่มน้ำนี้ ฮ่า ๆๆๆ"
งูโกรธมากจึงถามว่า
     "ท่านทำอย่างไรจึงได้แข็งแรงอย่างนี้"
เต่าตอบว่า
     "ข้าแข็งแรง เพื่อนๆของข้าก็แข็งแรง ทั้งนี้เพราะพวกเราต้องตัดศีรษะของพวกเราในเวลากลางคืนทุกวัน"
     "เอ๊ะ! จริงๆหรือ น่าสนใจดีนี่ ถ้าข้าจะชวนเพื่อนๆ มาดูด้วย ท่านจะแสดงการตัดศีรษะให้เราดูได้ไหม"
 "อ๋อ ได้สิ เต่าตอบตกลง"
ดังนั้น ทั้งงูและเต่าต่างก็ชวนเพื่อนฝูงและครอบครัวมากันอย่างมากมาย พวกเต่าจะอยู่ที่ฝั้งด้านหนึ่งของ
แม่น้ำ ส่วนงูนั้นคอยเฝ้าอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เต่าตัวแรกจะถือท่อนไม้แข็งไว้  และแสดงทีว่าจะตัดศีรษะเต่าอีกตัวหนึ่ง ส่วนเต่าตัวอื่นๆก็ทำตาม แต่พวกเต่าไม่ได้ตัดศีรษะจริงๆ เพียงแต่หดหัวเข้าไปในกระดองเท่านั้น

       พวกงูหลงเชื่อเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีและน่าสนใจ ดังนั้นในตอนสายๆ ของวันรุ่งขึ้นมันจึงเดินทางมาหาเต่าแล้วพูดว่า
      "พวกข้าต้องการตัดศีรษะทุกๆคืน จะได้แข็งแรงอย่างพวกท่าน เราอยากให้พวกท่านช่วย"
     "อ๋อ ด้วยความยินดียิ่ง" เต่ารีบอาสาทันทีพร้อมยิ้มอยู่ในใจ
      พอตกกลางคืน เต่าทุกๆตัวต่างก็ถือท่อนไม้แข็งไว้ และใช้ท่อนไม้นี้ ตัดศีรษะของงูทุกๆตัว  ดังนั้นงูจึงถูกท่อนไม้แข็งตีศีรษะจนตายทุกตัว เมื่อพวกงูตายหมดแล้ว พวกเต่าก็ได้เป็นใหญ่
      เต่าตัวที่เป็นเจ้าของความคิดก็กลายเป็นราชาแห่งลุ่มน้ำอย่างไม่มีคู่แข่งตลอดไป
      *ในทุกวันนี้มีผู้คนเป็นเต่าและงูกันมากมาย*
 

       *พวกเต่านั้นเปรียบเหมือนคนรวยที่มีเงินทอง มีปัญญาฉลาดหลักแหลมและรู้จักเอาตัวรอด
      *แล้วจะหยิบจับจะฉวยทำธุรกิจอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด เพราะมีทั้งปัญญา ทุน และพรรคพวก
     *ส่วนงูนั้น เปรียบเสมือนคนจำนวนมากที่ไร้ปัญญา และขาดความเข้าใจในการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง หวังแต่เพียงที่จะมีชีวิตที่ได้รับการยอมรับ มีทรัพย์สินเงินทองและเต็มไปด้วยความโลภ
    *****คนโง่นั้นเป็นเหยื่ออันโอชะของคนฉลาดเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนฉลาดที่เห็นแก่ตัวและมีนิสัยคดโกง คนโง่ยิ่งซวยมากขึ้นหลายสิบเท่า*****
       
จากหนังสือ นิทานร่ำรวย โดย ทศ คณนาพร
สำนักพิมพ์บุ๊คสไมล์ และ GOODLUCK PUBLISHING
           -เรื่องคนตระหนี่กับทองคำ
           มีชายผู้หนึ่งร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี  และมีนิสัยตะหนี่ถี่เหนียวจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหมู่บ้าน  เมื่อทำงานได้เงินได้ทองมาเท่าใดก็ไม่ยอมใช้จ่าย เพื่อหาความสุข สบายให้แก่ตนเอง สู้ยอมอดอยากปากแห้ง
จนสะสมทรัพย์สมบัติเอาไว้  ได้มากมีทั้งเรือกสวนไร่นา และที่ดินว่างเปล่าอีกหลายผืน
           ต่อมาไม่นานชายตระหนี่ได้นำเงินทั้งหมดไปซื้อทองแท่ง แล้วซุกซ่อนไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ทุกวันชายตระหนี่จะแอบไปขุดขึ้นมาดูว่าทองของตนยังอยู่ครบถ้วนหรือไม่
           วันหนึ่งขโมยผ่านมาเห็นโดยบังเอิญ เมื่อชายตระหนี่ชื่นชมและฝังไว้อย่างเดิมเรียบร้อยก็กลับบ้าน ขโมยที่แอบซุ่มอยู่ได้ขุดเอาทองทั้งหมดไป  วันรุ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าทองของตนหายไปหมดสิ้น ชายตะหนี่ก็ร้องไห้ตามลำพัง จนเพื่อนบ้านคนหนึ่งผ่านมาพบและสอบถาม
           
           "อ้าว เป็นอะไรล่ะ ท่านเศรษฐี ถึงมานั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่คนเดียว"

          "จะมีอะไรเล่า ขโมยมันขุดทองของข้าที่อุตส่าห์เก็บฝังไว้ทั้งหมดไป ข้าตายแน่คราวนี้ ฮือๆๆ"
          
เพื่อนบ้านมองหน้าเศรษฐีอย่างสมเพชและเห็นใจพอๆกันจึงกล่าว

           "อย่าโศกเศร้าเสียใจไปเลยท่าน ไหนๆสมบัติท่านก็ไม่เคยนำมาใช้ประโยชน์อะไรอยู่แล้ว  เห็น

แต่ขุดกับฝังอยู่ทุกวัน ก็แค่เอาหินใส่หลุมฝังกลบเอาไว้ ก็มีค่าเท่ากัน อย่ามัวมานั่งร้องไห้อย่างนี้เลย"
           แล้วเพื่อนบ้านก็เดินจากไป
           *ในเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า  สติปัญญา สมบัติเงินทองนั้น  ถ้าเราไม่นำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ออกดอกออกผล  มันก็มีค่าไม่ต่างกับก้อนหินหรือฝุ่นในอากาศ
            หรือแม้กระทั่งความฝันของทุกคน ถ้าเราไม่ลงมือทำ ก็ไม่อาจบรรลุถึงฝันนั้น....

-ทรัพย์ที่ซ่อนอยู่
            นานมาแล้วมีชายหนุ่มรูปร่างกำยำสมส่วนคนหนึ่ง ซึ่งชอบบอกกับตัวเองว่าไม่มีความสุขเลย และมักจะบ่นว่าตัวเองแสนจะจนและเที่ยวไประบายความทุกข์กับคนที่รู้จัก 
ทุกๆวันมัวนั่งฝันหวานว่า
            "เมื่อไรฉันจะร่ำรวยเสียที  จะได้มีความสุขสบายไปตลอดชีวิต"
            มีช่างปั้นผู้ชราภาพคนหนึ่งเดินผ่าน ก็ได้ยินคำพูดดังกล่าวของชายหนุ่ม จึงถามว่า
            
"ทำไมถึงอยากร่ำรวย มีสมบัติทั้งๆที่เจ้ามีอยู่แล้ว"
            
"ฉันมีทรัพย์สมบัติหรือพูดเป็นเล่นไปได้  แล้วทรัพย์ฉันอยู่ที่ไหน ?"

            "ทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่ก้อนแรกคือดวงตาของเจ้า  เจ้ายินดีขายดวงตาคู่นี้ของเจ้าไหม
จะขายข้างเดียวก็ได้ เจ้าต้องการขายเท่าไร

"พูดอะไรน่ะไม่ว่าท่านจะใช้ของมีค่าอะไร  ก็ไม่อาจแลกกับดวงตาของฉันได้หรอก"
      
            "ดีแล้ว งั้นตัดมือทั้ง2ข้างมาสองมือ เจ้าสามารถแลกกับทองได้ไม่น้อยทีเดียว"ชายชรารุกต่อ

"ไม่ ฉันไม่อาจเอามือฉันไปแลกกับทอง"
 
             "บัดนี้ เจ้าควรเข้าใจแล้วซิ เจ้าก็ร่ำรวยมากมิใช่หรือ" ชายชรากล่าว
*แล้วทำไมเจ้ายังไปเที่ยวระบายทุกข์กับคนอื่นอีกละ  เจ้าจงเชื่อฉันเถอะ 
ทรัพย์อันใหญ่หลวงยิ่งก็คือ พลานามัย  อันสมบูรณ์และพลังวังชาของเขา
ซึ่งไม่ว่าจะใช้เงินทองมากน้อย เพียงไรก็ไม่อาจซื้อได้*
   
              หลายพันปีมาแล้ว ที่มนุษย์รู้ดีว่าการมีสุขภาพ พลานามัยที่สมบูรณ์นั้น เป็นทรัพย์สินที่ประเมินค่าไม่ได้  ต่อให้รวยร้นฟ้า  มีสติปัญญากว้างดังมหาสมุทร  ก็มิอาจมีความสุขเท่ากับคนที่มีสุขภาพดี

             -สุขภาพที่ดี คือ ดีทั้งกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ
             
             -ดีทั้งกายหมายถึงรู้จักดูแลรักษา  ปรุงแต่งให้ร่างกายแข็งแรง  ไม่มีโรคภัย

             -ดีทั้งใจ หมายถึง มีจิตใจงดงามถึงพร้อมด้วยความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่เห็นแก่ตัว

             -ดีทั้งจิตวิญญาณ หมายถึง การสดับรู้เท่าทันความดีและความชั่ว สุข สงบ สว่าง

            โชคชะตา โอกาสและสติปัญญาที่ดีอยู่ที่ร่างกายที่แข็งแรง.......

ตะปูตัวหนึ่ง(โทษของความโกรธ)

     นานมาแล้ว มีบ้านแสนสุขหลังหนึ่ง มีพ่อแม่และลูกชายสองคน เด็กชายคนพี่มีนิสัยอ่อนโยน และรักสัตว์ ส่วนน้องนั้นเป็นเด็กน้อยเจ้าอารมณ์มักโกรธและฉุนเฉียวใส่ผู้อื่น ไม่เว้นแม้แต่สัตว์ต่างๆ
     เด็กน้อยคนนี้ไม่มีความสุขเลยในแต่ละวัน ผู้เป็นพ่อเฝ้ามองดูพฤติกรรมของลูกน้อยและคิดหาวิธีที่จะแก้ไข จนวันหนึ่งพ่อของเขาก็เรียกเด็กน้อยเข้ามาและได้มอบตะปูให้ 1 ถูกแล้วบอกว่า
      "ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกโมโห หรือโกรธใคร
       ให้ลูกตอกตะปูหนึ่งตัวเข้าไปที่รั้วบ้าน"
      วันแรกผ่านไปเด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วบ้านถึง 50 ตัว 
      แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลดจำนวนลงไปเรื่อยๆ เพราะเด็กน้อยเริ่มเรียนรู้ว่า การตอกตะปูนั้นยากกว่าการที่ระงับสติอารมณ์ฺของตนเอง
      เด็กน้อยพยายามควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น จนในที่สุดเขาก็ไม่ต้องตอกตะปูลงไปที่รั้วอีกเลยในแต่ละวัน เขาดีใจมากจึงวิ่งไปบอกพ่อ
      "พ่อครับ ผมสามารถควบคุมตัวเองได้แล้วครับ หลายวันมานี้ผมไม่ได้ตอกตะปูเลยสักตัว"
       พ่อยิ้มและบอกกับลูกน้อยว่า
       "ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องพิสูจน์
        ให้พ่อรู้โดยทุกครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
        ก็ให้ถอนตะปูออกจากรั้วบ้าน 1 ตัว"
      วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยก็ค่อยๆ ถอนตะปูออกจากรั้วบ้านที่ละตัวทีละตัว จาก 1 เป็น 2 เป็น 3....
จนในที่สุดตะปูก็ถูกถอนจนหมด เขาดีใจมาก จึงรีบวิ่งไปบอกพ่ออีกครั้งว่า "ผมทำได้แล้ว ผมทำสำเร็จ"
       พ่อไม่พูดอะไร แต่จูงมือเด็กน้อยไปที่รั้วบ้านแล้วจึงบอกว่า
       "ทำได้ดีมากลูกพ่อ แล้วทีนี้เจ้าลองมองกลับไปที่รั้วนั้นสิ เห็นไหมว่ามันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็น"
    
       "จำไว้นะลูก เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นจะเกิดเป็นรอยแผล
         เหมือนกับเอามีดแหลมไปแทงใครเขา ต่อให้ขอโทษซักกี่หน ก็ไม่อาจลบ
         ความเจ็บปวดหรือรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาได้"
    
       ในการอยู่ร่วมกันในสังคม การมีมิตรไมตรีต่อกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และในการค้านั้นคงไม่มีใครอยาก
จะค้าขายกับคนที่อารมณ์บูด หน้าบึ้ง พูดจาไร้คำหวานและอ่อนโยน
        คนที่มีลักษณะนี้คนจีนเรียกว่า หน้าไม่มีโหงวเฮ้ง คือค้าขายอะไรก็ไม่ขึ้น ฟ้าดินไม่ประทานพร

       ลองสังเกตดูให้ดีพ่อค้าแม่ค้า ขายของจนร่ำรวยนั้น เป็นคนที่หน้าตายิ้มแย้ม ช่างพูด ช่างเจรจา มี
ความอ่อนโยนทั้งใบหน้าและจิตใจ 

       ไม่ใช่เพราะเขาไม่เคยโกรธ ไม่เคยเสียใจ แต่เป็นเพราะว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์และปรุงแต่งมันให้ดูงามตลอดเวลา ยิ่งมีการฝึกฝนมากขึ้นเท่าใดในไม่ช้ามันก็จะเป็นสมบัติมหาศาลติดตัวไปจนตาย...

 กว่าจะถึงฝัน         
         นานมาแล้วริมหนองน้ำ แห่งหนึ่ง มีฝูงกบจำนวนมากมายอาศัยอยู่ และในวันที่ฟ้าสวยแดดใสได้มีการจัดการแข่งขันปืนต้นไม้ใหญ่ริมหนองน้ำขึ้นมา           ว่าถ้ากบตัวใดได้ปีนไปถึงยอดไม้ได้ จะได้รับรางวัลโดยการได้พื้นที่อยู่อาศัยถาวรที่มีแมลงจำนวนมากในบริเวณนั้น เรียกได้ว่า กบผู้ชนะตัวนั้นจะมีอาหารอุดมสมบูรณ์กินไปจนตาย           จริงๆแล้วเจ้าหัวหน้ากบที่เป็นคนคิดการแข่งขันนี้ คิดอยู่เสมอว่า ครั้งนี้ไม่มีผู้ชนะแน่นอนและพวกมันจะได้เสวยสุขนอนกินแมลงตลอดชาติและเพื่ออ้างความชอบธรรมบังหน้าในสังคม           ในที่สุดการแข่งขันก็เริ่มขึ้น กบมากมายที่เข้าร่วมแข่งขันก็เริ่มต้นปีนป่ายต้นไม้กันชุลมุน  เพียงเวลาไม่นานนักกบตัวแล้วตัวเล่าตกจากต้นไม้เป็นระยะๆ           จนสุดท้ายเหลือกบหนุ่มตัวหนึ่งที่ปีนป่ายขึ้นไปเรื่อยๆ  อย่างไม่ยอมแพ้  ค่อยๆ กระเดิบๆขึ้นไปทีละน้อย  ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่เงียบไป ก็เริ่มดังขึ้นๆ อีกครั้ง           เวลาเกือบเย็นย่ำเจ้ากบผู้ไม่ยอมแพ้อุปสรรค ก็ถึงยอดไม้จนได้  เสียงโห่ร้องของฝูงกบก็ดังปานแผ่นดินถล่ม           เมื่อเจ้ากบผู้ชนะลงมาถึงข้างล่างท่ามกลางการดีใจ  และยังไม่ทันหายเหนื่อย  ก็มีกบหลายตัวเข้าไปถามเคล็ดลับว่า  ทำไมปีนไปถึงยอดไม้ได้สำเร็จ          เจ้ากบผู้ชนะส่ายหน้า  ด้วยรอยยิ้ม  และส่งเสียง แบๆ เป็นคำตอบ         ใช่แล้วเจ้ากบตัวนั้นมันเป็นใบ้และหูหนวก  มันไม่ได้ยินและพูดอะไรทั้งสิ้นตอนที่มันปีนป่ายสู่ความสำเร็จนั้น
          เรื่องนี้สอนให้เราคิดได้ว่า          "ในบางครั้งการมุ่งมั่นที่จะไปจุดฝันและความสำเร็จของคนเรานั้น         เราควรจะเป็นใบ้และหูหนวกบ้างต่อเสียงวิจารณ์รอบข้างที่ส่งเสียงไปในทางลบ  และการกระทำที่มาตัดทอนกำลังใจของเรา  ทำไมเราต้องเอาความสำเร็จที่รอเราอยู่ข้างหน้า  ให้ละลายหายไปกับเสียงลบๆ เหล่านั้น"
        ทำไมเราต้องฟังเสียงของเหล่าผู้พ่ายแพ้ แพ้แม้แต่จะคิด แพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ                    คนที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาและอุปสรรคนั้น คิดแต่ทางบวก มีลบบ้าง เท่านั้นว่าเราต้องทำได้  ทำได้เท่านั้น  แม้จะเจออุปสรรคขวางหน้าใหญ่เพียงใด           เจ้ากบหูหนวก และเป็นใบ้ตัวนั้น มันเชื่อตัวเอง ฟังเสียงหัวใจตัวเองเท่านั้นและแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยความกล้าหาญ และสติปัญญา  มันจึงพบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่รอมันอยู่ข้างหน้าอย่างผู้ชนะ  
                    จากหนังสือนิทานร่ำรวย
          
          โดย ทศ คณนาพร

 19/83 ม.5 ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
  สอบถามข้อมูลโทร.081-4458366
  เวลาทำการ 08.00-18.00น.
  ธีรชาติ คลังเงินตรา

 
   แรงงานต่างด้าว   โบโซ่   แพคเกจทัวร์เกาะช้าง   โซล่าเซลล์  
เว็บสำเร็จรูป
×